3.Interest Rate: อัตราดอกเบี้ย คืออะไร?

MACRO ECONOMIC INDICATORS

5/8/20241 min read

  1. Interest Rate (อัตราดอกเบี้ย) คืออะไร?

  • ในมุมของเศรษฐศาสตร์มหภาค เรากำลังพูดถึง "อัตราดอกเบี้ยนโยบาย" (Policy Rate) ที่กำหนดโดยธนาคารกลาง (เช่น FED ของสหรัฐฯ หรือ แบงก์ชาติของไทย)

    นิยามสั้นๆ: คือ "ต้นทุนของเงิน" (Cost of Money)

    • สำหรับคนกู้: คือราคาที่คุณต้องจ่ายเพิ่ม เพื่อเอาเงินในอนาคตมาใช้ตอนนี้

    • สำหรับคนฝากเงิน: คือรางวัลที่คุณได้รับ จากการยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวาน (ไม่ใช้เงินตอนนี้)

  1. ทำไมถึงเกิด? สาเหตุเกิดจากอะไรได้บ้าง?

  • อัตราดอกเบี้ยไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ถูก "กำหนด" โดยธนาคารกลาง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการดูแลเศรษฐกิจครับ

  • สาเหตุที่ดอกเบี้ยต้อง "ขึ้น" หรือ "ลง" มาจาก 2 ภารกิจหลัก:

    ภารกิจ 1: ปราบเงินเฟ้อ (เมื่อของแพงเกินไป):

    • ถ้าคนแย่งกันซื้อของจนเงินเฟ้อพุ่ง ธนาคารกลางจะ "ขึ้นดอกเบี้ย"

    • เพื่อ: ทำให้คนไม่อยากกู้เงิน (เพราะดอกแพง) และอยากเอาเงินไปฝาก (เพราะได้ดอกเยอะ) -> เงินในระบบหายไป -> เงินเฟ้อลดลง

    ภารกิจ 2: กระตุ้นเศรษฐกิจ (เมื่อเศรษฐกิจซบเซา):

    • ถ้า GDP ตกต่ำ คนไม่กล้าใช้เงิน ธนาคารกลางจะ "ลดดอกเบี้ย"

    • เพื่อ: จูงใจให้คนกู้ไปลงทุน ไปซื้อบ้าน ไปทำธุรกิจ -> เงินหมุนเวียน -> เศรษฐกิจฟื้น

  1. มีความสำคัญอย่างไรต่อเศรษฐกิจ?

    นี่คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด (The Most Powerful Tool) ของโลกการเงินครับ เพราะการขยับดอกเบี้ยแค่ครั้งเดียว สะเทือนไปทั้งโลก:

  • ต่อกระเป๋าตังค์เรา: ดอกเบี้ยบ้าน, ดอกเบี้ยรถ, ดอกเบี้ยบัตรเครดิต จะขึ้น/ลง ตามตัวนี้

  • ต่อค่าเงิน: ประเทศไหน ดอกเบี้ยสูง ค่าเงินประเทศนั้นมักจะ แข็งค่า (เพราะคนอยากขนเงินมาฝากกินดอกเบี้ย)

  • ต่อการลงทุน:

    • ดอกเบี้ยขึ้น: หุ้นตก (ต้นทุนบริษัทสูงขึ้น), ทองคำร่วง (คนเทขายทองไปกินดอกเบี้ย), พันธบัตรเก่าราคาตก (คนไปซื้อพันธบัตรใหม่ที่ได้ดอกเบี้ยเยอะกว่า)

    • ดอกเบี้ยลง: หุ้นพุ่ง, ทองคำพุ่ง, เศรษฐกิจคึกคัก

  1. ตัวอย่างเรื่องราว: "น้ำในเขื่อน กับ ผู้ดูแลประตูน้ำ"
    ลองจินตนาการว่า ระบบเศรษฐกิจ คือ "หมู่บ้านเกษตรกรรม"

◾น้ำ = ปริมาณเงินในระบบ
◾เขื่อน = ธนาคารกลาง
◾ประตูน้ำ = อัตราดอกเบี้ย

  • สถานการณ์ A: น้ำท่วมทุ่ง (เงินเฟ้อสูง)

    • ปัญหา: ฝนตกหนัก น้ำ (เงิน) ไหลเข้าหมู่บ้านเยอะเกินไป พืชผลเสียหาย ข้าวของแพง

    • การแก้ปัญหา: ผู้ดูแลเขื่อนต้อง "ยกประตูน้ำขึ้นสูงๆ" (ขึ้นดอกเบี้ย) เพื่อกั้นน้ำไว้ในเขื่อน ไม่ให้ไหลลงไปท่วมหมู่บ้าน

    • ผล: น้ำในหมู่บ้านแห้งลง สถานการณ์กลับสู่ปกติ (แต่ชาวบ้านอาจจะบ่นว่าน้ำแล้งไปหน่อย ทำนาลำบาก = เศรษฐกิจชะลอตัว)

  • สถานการณ์ B: ภัยแล้ง (เศรษฐกิจถดถอย)

    • ปัญหา: ฝนไม่ตกเลย น้ำในคลองแห้งขอด ชาวบ้านไม่มีน้ำทำนา (ไม่มีเงินลงทุน)

      การแก้ปัญหา: ผู้ดูแลเขื่อนต้อง "ลดระดับประตูน้ำลง" (ลดดอกเบี้ย) ปล่อยให้น้ำไหลจากเขื่อนลงไปสู่หมู่บ้านเยอะๆ

      ผล: ชาวบ้านมีน้ำทำนา พืชผลงอกงาม เศรษฐกิจกลับมาคึกคัก (แต่ถ้าปล่อยมากไป เดี๋ยวก็ท่วมอีก วนกลับไปข้อ A)

________________________________
________________________________
________________________________

🔗Reference : Gemini

ถ้า GDP คือ "ความเร็วของรถ" และ Inflation คือ "ความร้อนของเครื่องยนต์" ... Interest Rate ก็คือ "แป้นเบรกและคันเร่ง"
ที่คนขับ (ธนาคารกลาง) ใช้ควบคุมรถคันนี้ครับ